โอโซนคืออะไร?

โอโซนเป็นก๊าซที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ เช่นจาก ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า แสงจากดวงอาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งเราจะสังเกตุได้ง่ายๆ ว่า หลังจากที่ฝนตก อากาศจะสดชื่นขึ้น มลพิษในอากาศจะลดลง เป็นผลสืบเนื่องมาจากมีปริมาณโอโซนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในปัจจุบัน การจราจรที่มีความหนาแน่นมากขึ้น ทำให้มีปัญหามลพิษในอากาศที่สูงฃึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฯลฯ รวมไปถึงเชื้อโรค และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ มลพิษเหล่านี้สามารถเล็ดรอดเข้ามาในรถคุณได้อย่างง่ายดาย และสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งปริมาณอ๊อกซิเจนในรถคุณก็ลดลน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกันสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ขับขี่ เกิดอาการง่วงซึม เหนื่อยง่าย มึนศรีษะ ภูมิแพ้ ฯลฯ และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ก๊าซโอโซนคืออะไร?

ขอย้อนทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้รู้จักกับก๊าซโอโซนมากขึ้นดังนี้ ก๊าซโอโซนคืออะตอมของออกซิเจน 3 อะตอมรวมกันเป็น 1 โมเลกุลของโอโซน (O3) ตามปรกติออกซิเจนจะประกอบกันในลักษณะ 2 อะตอม เป็น 1 โมเลกุล (O2) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกันมากคือ O2 จะสามารถคงสภาพอยู่ได้หลายสภาวะ หรือ กล่าวได้ว่ามีความเสถียร (Stable) นั่นเอง แต่ก๊าซโอโซน (O3) จะไม่คงตัวหรือไม่เสถียร (Unstable) เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความร้อน ความดันและการสัมผัสกับสารที่มีพลังงานต่ำกว่าจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) อย่างรวดเร็ว ซึ่ง O3 มีปฏิกิริยาสูงถึง 2.07 Volt (Oxidation Potential)

การทำปฏิกิริยาสลายกลิ่นแอมโมเนีย
3O3 + 2NH3 ===>   N2 + 3H2 O + 3O2
การทำปฏิกิริยาสลายพิษคาร์บอนมอนอกไซด์
O3 + CO   ===>   CO2 + O2

คุณสมบัติก๊าซโอโซน

1. ฆ่าเชื้อโรคได้รวดเร็ว โดยเฉพาะแบคทีเรีย (ทำให้เกิดโรคและกลิ่นเหม็น) ที่ความเข้มข้นเพียง 0.01-0.04 PPM
2. ทำลายกลิ่น สารเคมี และก๊าซพิษได้ดีเยี่ยม
3. ไม่ทิ้งพิษตกค้าง เพราะเมื่อทำปฏิกิริยากับมลพิษเสร็จทุกครั้ง จะได้ออกซิเจน (O2) จึงเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี
4. สามารถผลิตขึ้นได้จากอากาศทั่วไป และบริเวณที่มีไฟฟ้าใช้
5. สามารถควบคุมได้ง่ายอย่างอัตโนมัติ
6. ค่าใช้จ่ายในการใช้งานและบำรุงรักษาต่ำมากและใช้ได้ตลอดไป ไม่ต้องคอยเปลี่ยนอันใหม่ เหมือนสารเคมีดับกลิ่นอื่นๆ

เนื่องจากโอโซนมีข้อดีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อ กำจัดมลพิษ ในราคาที่ไม่สูง จึงทำให้เราพบเห็นการนำโอโซนไปใช้งานอย่างกว้างข้าง เช่น โรงงานผลิตน้ำดื่มผ่านการฆ่าเชื้อด้วยน้ำโอโซน, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องปรับอากาศในบ้าน เป็นต้น

เมื่อพูดถึงการผ่าตัด คงเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นการรักษาทางการแพทย์ที่ต้องใช้ความสะอาด อย่างสูงสุดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การรักษา, แพทย์ พยาบาลที่ให้การรักษา หรือแม้แต่อากาศที่อยู่ภายในห้องผ่าตัด จะต้องมีความสะอาด ไม่ทำให้ผู้ป่วยที่กำลัง ได้รับการรักษาได้รับการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางการแพทย์ได้ใช้วิธีทำความสะอาดมือของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดโดยใช้สารเคมีซึ่งตัวสารเคมีเองอาจจะตกค้างได้ ดังนั้นด้วยคุณสมบัติของโอโซนข้อหนึ่งในการฆ่าเชื้อโรครวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา โดยไม่เหลือสารตกค้างที่เป็นพิษใดๆ นอกจากออกซิเจนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่การรักษาวิจัยโดยใช้น้ำโอโซนเข้มข้น 0.4 ppm ที่ผ่านการกรองคลอรีนและโลหะหนักด้วยเครื่องกรองน้ำล้างมือแพทย์ก่อนทำการผ่าตัดเป็นเวลา 3 นาที

ในแง่ของการทำความสะอาด ในห้องผ่าตัดนั้น ส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีและรังสีอุลตร้าไวโอเลตเพื่อฆ่าเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของรังสีอุลตร้าไวโอเลตเองที่มีฤทธิ์ในการทำลายเพียงแค่ผิวในระดับหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ การใช้สารเคมียังอาจทำให้เกิดสารตกค้างอีกด้วย การนำโอโซนไปใช้ในการอบห้องผ่าตัดเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วทิ้งไว้ก่อนเข้าทำการผ่าตัดน่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการแพทย์ในปัจจุบัน การศึกษาวิจัยครั้งนี้จะทำขึ้นที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีการเพาะเชื้อจากมือแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด และอากาศภายในห้องผ่าตัดก่อนและหลังการใช้โอโซน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน

Knowledges